จาก ‘นิ้วกลม’ ถึง ‘ทุนนิยมสร้างสรรค์’
ความสุขคือความสุขของคนอื่น
- นิ้วกลม -
……………………………
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย การช่วยเหลือคนงานในเหมืองที่ชิลีที่มีคนทั่วโลกร่วมเอาใจช่วย รวมไปถึงเหตุการณ์สึนามิเมื่อหลายปีก่อน บอกอะไรบางอย่างกับเรา
ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ เราจะเห็นภาพของมนุษย์ตัวเล็กๆ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเหมืองฝูงมดที่ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติภารกิจสำคัญให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
และภารกิจที่ว่านั้นก็คือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากให้ผ่านคืนวันที่ท้องฟ้าเป็นสีเทาไปสู่วันพรุ่งนี้ที่จะมีแดดออกอีกครั้ง
ใครก็ตามที่ได้ติดตามข่าวสารน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ผ่านตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ ย่อมมีความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยผู้ประสบภัย เห็นใจ เอาใจช่วย อยากส่งกำลังใจไปให้
และตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า—เราทำอะไรได้บ้าง?
ตัวผมเองนั้นไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าร่วมบริจาคเงินกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในออฟฟิศ เพื่อไปซื้ออาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อส่งไปให้ผู้ประสบภัยตามกำลังทรัพย์
แต่ก็ได้เห็นอาสาสมัครหลายรายทุ่มเทลงทุนลงแรงลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันอย่างเต็มที่ โดยไม่คิดถึงความยากลำบากของตัวเอง
ยอมเหนื่อยโดยไม่ต้องมีใครมาจ้าง
ภาพอาสาสมัครเมื่อครั้งเหตุการณ์สึนามิหวนกลับมาอีกครั้ง
นั่นทำให้ผมนึกถึงคำพูดของคุณตัน ภาสกรนที ที่เพิ่งอ่านจากนิตยสาร Be Magazine
“จำได้ว่าตอนสึนามิที่ภูเก็ตนี่ผมแค่เอาของไปช่วยเพียงเล็กน้อย ผมว่าไม่ว่าใครจะให้ของเท่าไหร่ ให้เงินกี่สิบกี่ล้าน มันไม่เท่ากับคนที่อุทิศตัวเองหรือสละตัวเองเพื่อลงไปทำ มันยิ่งใหญ่มากกว่าเงินทอง”
ผมเดาว่า คุณตันกำลังพูดถึง “จิตใจ” ที่ใส่ลงไปกับการช่วยเหลือคนอื่น
“ตอนนั้นผมส่งชาเขียวไปเยอะเลย ส่งตู้คอนเทนเนอร์ไปช่วยเขาด้วย แต่พอผมลงไปเองแล้วเห็นคนอื่นทำ มันยิ่งใหญ่กว่าภารกิจผมอีกเป็นร้อยเท่าเลยนะ ผมอยู่ที่นั่นได้ประมาณสองชั่วโมงก็รีบกลับ กลิ่นมันไม่ไหว เราไม่สามารถอยู่ตรงนั้นได้ ตอนนั้นผมถามกับตัวเองว่า “แล้วมันได้อะไรวะที่มาอุทิศตัวเองกัน” ซึ่งเอาเงินผมมาเทียบกับเขาและกับการเสียสละของเขาไม่ได้เลยนะ ผมก็คิดว่า ผมควรทำได้มากกว่าที่ผ่านมา”
และนั่นอาจเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่จุดประกายให้คุณตันเริ่มสนใจที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับสังคม ที่เขาบอกว่า ไม่ใช่ “เพื่อสังคม” แต่เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่าในสังคมเรามีคนเสียสละอยู่เต็มไปหมด
คุณตันยืนยันว่า บริษัทไม่ตันของเขาไม่ได้เปิดขึ้นมาเพื่อทำการกุศล แต่เปิดขึ้นมาเพื่อช่วยสานต่อความคิดดีๆ ของคนที่มีสินค้าดีๆ โดยนำส่วนที่เขาทำเป็นไปช่วยเหลือในส่วนที่เจ้าของไอเดียอาจจะยังมีไม่สมบูรณ์นัก “โปรดักต์เขาดีแต่เขาอาจจะทำแพ็กเกจจิ้งไม่เป็นก็ไปเติมเต็มให้เขา”
ซึ่งเขาตั้งใจว่า ส่วนที่เป็นกำไรในส่วนของตัวเองและภรรยาจะแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับมูลนิธิตันปัน เพื่อนำไปทำภารกิจสองส่วนคือ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม
ดูเหมือนเขากำลังสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมิใช่น้อย และกำลังจริงจังกับการปลูกต้นไม้มิใช่เล่น
เขาเริ่มปลูกต้นไม้ในที่ของตัวเองก่อน แล้วก็ปลูกป่าที่ชุมชนบ่อทอง จ.กาญจนบุรี วางแผนจะไปปลูกที่ลพบุรี โดยตั้งเป้าไว้อย่างน้อยแสนต้น
หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณตัน ผมเข้าใจว่า เขาไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นยิ่งใหญ่มากมายอะไรนัก และไม่ได้คิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลกใบนี้ได้ แต่เขาเพียงแค่อยากจะเป็นประกายไฟเล็กๆ ที่จุดแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมสังคมคนอื่นให้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้างไหม
เขาเพียงแค่ต้องการเป็นตัวอย่างเล็กๆ คนหนึ่ง
“การที่ผมทำอะไรก็ตามันส่งผลให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคตบางคน แต่ถ้าผมเป็นนักธุรกิจที่เอาแต่กำไรๆ เอาอีกๆ จะรวย มันก็จะส่งผลให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า นักธุรกิจพอทำกำไรแล้วก็ต้องทำให้มากขึ้นๆ ผมแค่อยากจะเป็นตัวอย่างเล็กๆ อันหนึ่ง”
นั่นทำให้ผมอดคิดถึงคนรวยอีกคนหนึ่งไม่ได้
รายนี้รวยระดับ “อันดับหนึ่งของโลก”
ใช่ครับ, บิล เกตส์
หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณตันไม่นานนัก ผมได้เงี่ยหูฟังสุนทรพจน์ของคุณบิล เกตส์ ผ่านล่ามแปลภาษาไทยชื่อ สฤณี อาชวานันทกุล ในหนังสือ “ทุนนิยมสร้างสรรค์” ที่แปลมาจาก Creative Capitalism ในภาคภาษาอังกฤษของไมเคิล คินสลีย์ (เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก)
เป็นสุนทรพจน์ในที่ประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปี 2008 หลังจากที่บิล เกตส์ได้ผันตัวมาทำงานด้านมูลนิธิอย่างเต็มตัว
เขาขึ้นต้นด้วยประโยคว่า “พวกเราบางคนโชคดีพอที่จะมาถึงชั่วขณะของชีวิตที่เราสามารถหยุดทบทวนงานที่ผ่านมาของเรา แล้วพูดว่า “วิเศษเลย เราได้ทำงานที่สนุก ตื่นเต้น และมีประโยชน์ เราทำมันไปทั้งชีวิตก็ได้” แต่กาลเวลาที่ล่วงเลยบังคับให้เราแต่ละคนครุ่นคิดและถามคำถามว่า เราได้ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง? มีอะไรที่เราอยากทำให้สำเร็จอีก?”
หลังจากทบทวนความสำเร็จของตัวเอง เขาได้ข้อสรุปว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเฉพาะในกรณีที่คนมีกำลังซื้อมัน ในทางตรงกันข้าม มันมักจะตอกลิ่มความเหลื่อมล้ำให้ถ่างกว้างกว่าเดิม “คนที่ไม่ต้องการอะไรแล้วได้ประโยชน์มากที่สุด ผู้ยากไร้ได้ประโยชน์น้อยที่สุด”
บิล เกตส์ ยังบอกอีกว่า โลกของเรามีคนประมาณหนึ่งพันล้านคนที่ไม่มีอาหารเพียงพอ ไม่มีน้ำดื่มที่สะอาด ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบทางลบของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พวกเขาไม่ได้ประโยชน์อีกด้วย
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบสูงสุดต่อคนที่มีส่วนสร้างมันน้อยที่สุด”
ประโยคนี้ทำให้ตัวผมที่นั่งอ่านหนังสือสบายใจเฉิบอยู่ในเมืองหลวงที่แห้งสนิทอดฉุกคิดถึงชาวบ้านต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้
คุณเกตส์ชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ดีงามอย่างหนึ่งของระบบทุนนิยมว่า มันสามารถทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวของคนสามารถรับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวม
คุณสมบัตินี้เองที่ทำให้เรามีตู้เย็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ใช้กันอย่างสะดวกสบาย
แต่บิล เกตส์อยากจุดประกายให้คิดต่อว่า เราจะเปลี่ยนแปลงระบบอย่างไรให้สามารถทำกำไรให้ตัวเอง และปรับปรุงชีวิตของคนที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพลังของตลาดไปพร้อมๆ กัน
เขามองว่า “การได้รับการยอมรับ” คือแรงจูงใจที่จะทำให้คนทำอะไรเพื่อคนอื่น
แน่นอน รวมถึงธุรกิจที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่นด้วย
ก็อาจจะถูกอย่างที่คุณบิล เกตส์ว่าไว้
การได้รับการยอมรับอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราลงแรงทำอะไรเพื่อคนอื่น โดยเฉพาะกับคนที่มีหน้ามีตามีชื่อเสียงในสังคม แต่มันก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลนั้นทั้งหมด ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ อาสาสมัครมากมายที่ไปช่วยชาวบ้านที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม อันที่จริงก็ไม่มีใครเห็นหน้าค่าตาเขา ไม่มีใครรู้ชื่อเสียงเรียงนาม คล้ายกันกับผู้บริจาคข้าวของหรือเงินทองที่ “ไม่ประสงค์ออกนาม”
พวกเขาได้อะไรจากกระทำแบบนี้?
คำตอบอาจอยู่ในปากของอดัม สมิธ
“ไม่ว่าใครจะมองว่ามนุษย์เห็นแก่ตัวเพียงใด ในธรรมชาติของเขาก็มีหลักการบางข้อที่เด่นชัด ซึ่งทำให้เขาสนใจในโชคชะตาของผู้อื่น และทำให้ความสุขของผู้อื่นจำเป็นต่อความสุขของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากความเพลิดเพลินที่ได้มองเห็นมัน”
นี่อาจจะเป็นคำตอบว่า ทำไมใครบางคนจึงได้น้ำตาคลอเมื่อได้รู้ว่าคนงานในเหมืองที่ชิลีคนสุดท้ายถูกช่วยชีวิตขึ้นมาได้สำเร็จ
เรามีความสุขเมื่อได้เห็นคนอื่นมีความสุข
ไม่นานมานี้ ผมได้รับโอกาสแสนวิเศษจาก อ.ปกป้อง จันวิทย์ ที่เอ่ยปากชวนให้ผมไปนั่งฟังอาจารย์สัมภาษณ์ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักเขียนที่ผมนับถือเป็นครูทางความคิด ระหว่างการสัมภาษณ์อาจารย์เสกสรรค์เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันนี้แกมีความสุขกับการช่วยให้ไส้เดือนกิ้งกือข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย ผมจึงถามแทรกขึ้นมาว่า “ถ้าวัดสเกลกันแล้ว การเป็นผู้นำมวลชนที่มีอุดมการณ์เพื่อช่วยเหลือคนส่วนใหญ่อย่างตอนสิบสี่ตุลา กับการช่วยเหลือสัตว์ตัวเล็กๆ แบบนี้ อาจารย์ไม่คิดว่าประโยชน์มันต่างกันหรือครับ”
อาจารย์หันมาจ้องหน้าผม แล้วตอบด้วยเสียงแห่งเมตตา “คุณถามแบบนี้แปลว่าคุณยังติดกับอยู่กับความคิดที่ว่าอะไรเล็กอะไรใหญ่ ผมทำไปตามสภาพจิตของผม ตามแต่เหตุการณ์และโอกาส ซึ่งผมไม่ตั้งค่าว่าอะไรเล็กอะไรใหญ่ หากทำจากความรู้สึกจริงที่อยู่ภายใน อย่างเรื่องช่วยกิ้งกือข้ามถนนนั้นผมทำบ่อย ใครจะมองอย่างไรก็ช่าง”
คำตอบของอาจารย์ทำให้ผมโยนไม้บรรทัดวัดความดีทิ้งไป
อาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นว่าเราต้องมานั่งวัดว่า สิ่งที่เราทำนั้นดีน้อยหรือดีมาก หรือดีน้อยกว่าหรือมากกว่าเมื่อเทียบกับความดีที่คนอื่นทำ
ถึงที่สุดแล้ว ความดีไม่ได้มีไว้อวดใคร เราไม่ได้ทำสิ่งดีๆ ด้วยเหตุผลเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราดี แต่เราทำดีเพราะอยากเห็นคนอื่นมีชีวิตที่ดีต่างหาก
ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้ว ความสุขของคนอื่นก็คือความสุขของเรา
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ขอขอบคุณ ‘นิ้วกลม’ ที่อนุญาตให้นำบทความนี้เผยแพร่ในเว็บไซต์ openworlds


